สหรัฐยังเถียงกันไม่จบเรื่องสวมหน้ากากอนามัย

ชาวอเมริกันยังไม่ได้ข้อยุติเรื่องบังคับสวมหน้ากากอนามัย แม้ว่าเมื่อวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่นยอดผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ทั่วประเทศเพิ่มขึ้นเกินวันละ 70,000 คนมาสองวันติดต่อกัน และยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเกินวันละ 900 คนมาสี่วันติดต่อกัน

ประธานาธิบดีทรัมป์เผยกับสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์เมื่อวานนี้ว่า ไม่คิดบังคับให้คนทั้งประเทศต้องสวมหน้ากากอนามัย สวนทางกับ นพ.แอนโทนี เฟาชี ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติที่ขอให้ผู้นำทางการเมืองมีความหนักแน่นให้มากที่สุดในการทำให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัย

นายไบรอัน เคมป์ ผู้ว่าการรัฐจอร์เจีย พรรครีพับลิกันยื่นฟ้องศาลให้ยกเลิกคำสั่งของนางไคชา แลนซ์ บอตทอมส์ นายกเทศมนตรีเมืองแอตแลนตา พรรคเดโมแครตที่บังคับให้คนต้องสวมหน้ากากอนามัย และขอให้เธอกลับไปใช้มาตรการปิดเมืองเข้มงวดแทน นายเคมป์ขอให้ชาวรัฐจอร์เจียสวมหน้ากากอนามัยอย่างน้อย 4 สัปดาห์ แต่ชี้การบังคับไม่สามารถทำได้ และเตือนว่าอาจกระทบต่อเศรษฐกิจ ด้านนางบอตทอมส์ซึ่งตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนาเผยกับซีเอ็นเอ็นว่า นายเคมป์แก้แค้นทางการเมือง เขายื่นฟ้องเธอหนึ่งวันหลังจากเธอตำหนิประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ว่า ฝ่าฝืนกฎหมาย เพราะไม่สวมหน้ากากอนามัยขณะมาถึงสนามบินแอตแลนตา

ส่วนที่รัฐเทกซัส นายเกร็ก แอบบอตต์ ผู้ว่าการรัฐ พรรครีพับลิกันสั่งให้คนสวมหน้ากากอนามัยทั้งรัฐเพราะยอดผู้ป่วยเพิ่มขึ้น แต่ถูกเจ้าหน้าท้องถิ่นพรรครีพับลิกันผ่านญัตติไม่ไว้วางใจโดยกล่าวหาว่า ฝ่าฝืนหลักการของพรรคเรื่องการแบ่งแยกอำนาจ ระบบเสรีนิยม และความรับผิดชอบส่วนบุคคล ขณะที่นายซิลเวสเตอร์ เทอร์เนอร์ นายกเทศมนตรีเมืองฮิวสตัน พรรคเดโมแครต ต้องการกลับไปใช้มาตรการปิดเมืองที่ผู้ว่าการรัฐคัดค้าน